เลือดกำเดาไหลในเด็ก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่มีร่างกายบอบบาง หนึ่งในอาการที่่คุณพ่อคุณแม่หลายคนเริ่มสังเกตเห็นบ่อยขึ้น คือ “เลือดกำเดาไหลในเด็ก” ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าฝุ่นพิษเหล่านี้กำลังทำร้ายลูกๆ อย่างเงียบ ๆ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไม PM 2.5 ถึงทำให้เด็กมีอาการเลือดกำเดาไหลบ่อยขึ้น และวิธีป้องกันไม่ให้ฝุ่นจิ๋วนี้ทำร้ายคนที่คุณรัก

1. อุบัติการณ์การเกิด เลือดกำเดาไหลในเด็ก (Incidence)

• ในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น อัตราเด็กที่มีอาการเลือดกำเดาไหลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กนี้สามารถกระตุ้นความระคายเคืองในทางเดินหายใจและเยื่อบุโพรงจมูก

  • คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการศึกษาพบว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการเลือดกำเดาไหลอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีโอกาสเลือดกำเดาไหลง่ายกว่าผู้ใหญ่

• เด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่ เพราะระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุจมูกยังไม่พัฒนาเต็มที่ และมักได้รับฝุ่นมากขึ้นจากการเล่นหรือกิจกรรมกลางแจ้ง

2. สาเหตุ (Causes)

• ฝุ่น PM 2.5: ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเข้าสู่โพรงจมูกและก่อให้เกิดการอักเสบหรือระคายเคืองเยื่อบุจมูก

• ความแห้งในอากาศ: ช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 มักมาพร้อมอากาศแห้ง เยื่อบุจมูกจึงอ่อนแอและเสี่ยงต่อการฉีกขาด

• ภูมิแพ้หรือโรคประจำตัว: เด็กที่มีโรคภูมิแพ้หรือโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หืด มีความไวต่อการกระตุ้นของฝุ่น

• การสัมผัสฝุ่นนาน: เด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่มี PM 2.5 สูงเป็นระยะเวลานานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

3. กลไกการเกิด (Mechanisms)

• ระคายเคืองเยื่อบุจมูก: ฝุ่น PM 2.5 เข้าไปเกาะที่เยื่อบุจมูก ก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบ

• เพิ่มการสร้างเสมหะ: การอักเสบกระตุ้นการหลั่งเสมหะ ทำให้เด็กอาจแคะจมูกบ่อย ซึ่งนำไปสู่การฉีกขาดของเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูก

• ลดความชุ่มชื้นของเยื่อบุจมูก: ฝุ่นทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและเปราะบาง เส้นเลือดฝอยแตกง่ายขึ้น

• สารพิษในฝุ่น: สารเคมีในฝุ่น เช่น โลหะหนัก หรือสารระคายเคือง อาจทำลายเนื้อเยื่อในโพรงจมูก

เลือดกำเดาไหลในเด็ก

4. วิธีรักษา เลือดกำเดาไหลในเด็ก (Treatment)

1. การดูแลเบื้องต้น:

• ให้เด็กนั่งก้มหน้าลงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนเข้าคอ

• ใช้นิ้วบีบจมูกทั้งสองข้างไว้ประมาณ 5-10 นาที

• หากเลือดยังไม่หยุด ให้ใช้น้ำเย็นหรือผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณจมูก

2. ลดการสัมผัสฝุ่น PM 2.5:

• ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น (เช่น หน้ากาก N95) หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก

• ใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้านเพื่อลดฝุ่นในอากาศ

3. การรักษาทางการแพทย์:

• หากเลือดกำเดาไหลบ่อยหรือไม่หยุดไหล แพทย์อาจใช้วิธีจี้เส้นเลือดที่เปราะบางด้วยสารเคมีหรือไฟฟ้า

• รักษาอาการอักเสบหรือภูมิแพ้ด้วยยาพ่นจมูกหรือยาต้านฮีสตามีน

4. เสริมความชุ่มชื้น:

• ใช้สเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

• ดื่มน้ำให้เพียงพอ

5. การป้องกัน (Prevention)

1. ลดการสัมผัสฝุ่น PM 2.5:

• หลีกเลี่ยงการพาเด็กออกนอกบ้านในช่วงที่ค่าฝุ่น PM 2.5 สูง

• ตรวจสอบค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ และงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

2. เพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ:

• ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) ในบ้านเพื่อรักษาสภาพเยื่อบุจมูกให้ชุ่มชื้น

3. เสริมภูมิคุ้มกัน:

• ให้เด็กได้รับอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน C และ D

• พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายในพื้นที่ที่ปลอดฝุ่น

4. การใช้หน้ากาก:

• ให้เด็กสวมหน้ากากที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น เช่น N95

5. ตรวจสุขภาพประจำปี:

• ให้แพทย์ตรวจสุขภาพระบบทางเดินหายใจเป็นประจำ โดยเฉพาะเด็กที่มีภูมิแพ้หรือโรคประจำตัว

การป้องกันและดูแลเด็กในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดีและลดความเสี่ยงต่อปัญหาระบบทางเดินหายใจหรืออาการเลือดกำเดาไหล

อ้างอิงข้อมูลจาก…

  1. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  2. สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย
  3. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความโดย 

นพ. ณัฐพล  ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก

โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม…

ไขปัญหาผิวเด็กกับหมอณัฐ

ปัญหาผิวลูกน้อยปรึกษาคุณหมอผิวหนังเด็กฟรี

นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก

โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา

เข้ากลุ่มปรึกษาคลิกที่นี่

ผลิตภัณฑ์แนะนำในการดูแลผิวช่วงที่มี ฝุ่น PM 2.5

สั่งซื้อคลิกเลย/Buy

dermollient ultra sensitive natural baby lotion 150 g
dermollient baby soft cleanser 200 g