
โรคเริมในเด็ก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะในวัยแรกเกิดและวัยเด็กเล็ก สาเหตุเกิดจาก ไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus – HSV) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองชนิดหลัก คือ HSV-1 ที่มักทำให้เกิดแผลบริเวณปากและใบหน้า และ HSV-2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อทางอวัยวะเพศ แม้ว่าโรคเริมมักไม่เป็นอันตรายร้ายแรงในเด็กโต แต่ในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก การติดเชื้ออาจรุนแรงและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
เด็กสามารถติดเชื้อไวรัสเริมได้จากการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น การจูบ การหอมแก้มจากผู้เลี้ยงดูที่มีเชื้อไวรัสเริม น้ำลาย น้ำเหลือง หรือแผลเริม รวมถึงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ หรือผ้าเช็ดตัว อาการของโรคอาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่ตุ่มน้ำใสบริเวณปาก ไข้สูง เจ็บปากและเหงือก ไปจนถึงภาวะร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อดวงตาหรือระบบประสาท
แม้ว่าโรคเริมจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการและลดการแพร่กระจายของเชื้อได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยที่ดี และการใช้ยาต้านไวรัสเมื่อจำเป็น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การแพร่กระจาย วิธีการรักษา และแนวทางป้องกันโรคเริมในเด็ก เพื่อให้พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถปกป้องและดูแลบุตรหลานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

โรคเริมในเด็ก (Herpes Simplex in Children)
สาเหตุของโรคเริม
โรคเริมเกิดจาก ไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus – HSV) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่
• HSV-1: พบมากที่สุดในเด็ก มักทำให้เกิดแผลในปาก ริมฝีปาก หรือตามใบหน้า
• HSV-2: มักพบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ แต่ในบางกรณีเด็กสามารถติดเชื้อ HSV-2 ได้จากแม่ในขณะคลอด
อาการของโรคเริมในเด็ก
• แผลตุ่มน้ำใส มักเกิดบริเวณปาก ริมฝีปาก หรือเหงือก อาจแตกออกเป็นแผลเปื่อย
• ไข้และไม่สบายตัว เด็กอาจมีไข้ต่ำถึงสูงร่วมกับอาการอ่อนเพลีย
• ปวดแสบปวดร้อน บริเวณที่เกิดแผล อาจทำให้เด็กไม่อยากกินอาหารหรือน้ำ
• ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณคอ
• น้ำลายไหลมากกว่าปกติ เนื่องจากเจ็บปากหรือเหงือก
• ตาแดงหรือตาอักเสบ (ถ้าไวรัสแพร่กระจายไปที่ตา)
• ถ้าเป็นในทารกแรกเกิด (Neonatal herpes) อาการรุนแรงขึ้น อาจลามไปที่สมองและอวัยวะอื่น ๆ
การแพร่กระจายของโรค
• สัมผัสโดยตรงกับแผล ผ่านการจูบ การใช้ช้อนส้อมร่วมกัน หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
• น้ำลายและสารคัดหลั่ง ไวรัสสามารถอยู่ในน้ำลายและแพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม
• จากแม่สู่ลูก ทารกแรกเกิดอาจได้รับเชื้อขณะคลอดจากมารดาที่ติดเชื้อ HSV-2

การรักษาโรคเริมในเด็ก
• ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir), หรือแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) อาจใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรง
• ยาแก้ปวดและลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาอาการปวด
• ยาทาแผลเริม บางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ครีมหรือยาเฉพาะที่เพื่อลดอาการระคายเคือง
• ดูแลที่บ้าน ให้เด็กดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อน และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือร้อนที่อาจทำให้แผลระคายเคือง
วิธีป้องกันโรคเริมในเด็ก
• หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลเริมของผู้อื่น
• ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดตัว
• หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และรักษาสุขอนามัยที่ดี
• หากพ่อแม่หรือผู้ดูแลมีแผลเริม ควรหลีกเลี่ยงการจูบหรือสัมผัสใกล้ชิดกับเด็ก
• ในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HSV-2 ควรปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังทารกแรกเกิด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
• ภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่อยากดื่มน้ำหรือกินอาหารเพราะเจ็บปาก
• การติดเชื้อที่ดวงตา (Herpetic keratitis) อาจทำให้ตาอักเสบรุนแรงและเกิดแผลที่กระจกตา
• เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Herpes encephalitis) เป็นภาวะรุนแรงที่อาจเกิดในเด็กเล็กหรือลูกน้อยแรกเกิด
• การติดเชื้อแพร่กระจาย (Disseminated herpes) พบได้ในทารกแรกเกิดที่ติดเชื้อ HSV-2 อาจร้ายแรงถึงชีวิต
หากเด็กมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงไม่ลด แผลรุนแรงมาก ไม่ยอมกินอาหาร หรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อที่ดวงตาหรือสมอง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
อ้างอิงที่มา…
- สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
บทความโดย
นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา

ปัญหาผิวลูกน้อยปรึกษาคุณหมอผิวหนังเด็กฟรี
นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
ผลิตภัณฑ์แนะนำในการดูแลผิว

