
ก่อนที่จะกล่าวถึง ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก หมอขอ update สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยกันก่อนนะครับ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยมีการเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดจากกรมควบคุมโรค ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา ระบุว่าในช่วงวันที่ 19-25 มกราคม 2568 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จำนวน 7,819 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับโรคติดต่ออื่นในช่วงเวลาเดียวกัน
ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมจำนวน 663,173 ราย และมีผู้เสียชีวิต 51 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รายงานว่า สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบมากที่สุดในประเทศไทยคือ A(H1N1)pdm09 รองลงมาคือ A(H3N2) และ B(Victoria) ตามลำดับ โดยยังไม่พบยีนที่บ่งชี้ถึงการดื้อยา ซึ่งแสดงว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ในระดับสากล ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 26 ปี โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 9.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ B ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งมีความหนาแน่นและยารักษาขาดแคลน
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่ประชาชนควรเฝ้าระวังและป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว การปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน เช่น การล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัย และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก อันตรายแค่ไหน? ภาวะแทรกซ้อนที่ควรรู้
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) และสามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่าไข้หวัดใหญ่เป็นเพียงอาการไข้ธรรมดา แต่ในความเป็นจริง โรคนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ และภาวะขาดน้ำ
อาการไข้หวัดใหญ่ในเด็ก: ไม่ใช่แค่ไข้ธรรมดา
เด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักมีอาการดังต่อไปนี้:
• ไข้สูงฉับพลัน (38°C ขึ้นไป)
• หนาวสั่น
• ไอแห้ง ๆ หรือไอมีเสมหะ
• เจ็บคอ น้ำมูกไหล
• ปวดศีรษะ
• ปวดเมื่อยตามตัว
• อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
• เบื่ออาหาร หรืออาเจียน (พบได้ในเด็กเล็ก)
ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี อาการอาจรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ และบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ หูอักเสบ หรือปอดบวม
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
เด็กที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่มากที่สุด ได้แก่:
• เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี
• เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด โรคปอดเรื้อรัง หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
• เด็กที่มีภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์หรือขาดสารอาหาร
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปอดบวม สมองอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และภาวะขาดน้ำ
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของ ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด ได้แก่:
1. ปอดบวม (Pneumonia)
ปอดบวม เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโดยตรง หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้ถุงลมในปอดเต็มไปด้วยของเหลว ส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
อาการที่ต้องระวัง:
• หายใจเร็ว หอบเหนื่อย
• หน้าเขียว ปากเขียว ปลายนิ้วม่วง
• ซึม ไม่รู้สึกตัว
2. กลุ่มอาการช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock)
เด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และมีภาวะแทรกซ้อนจาก เชื้อแบคทีเรีย อาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ร่างกายเกิดภาวะ ช็อก (Septic Shock) ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง อวัยวะสำคัญล้มเหลว และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต
อาการที่ต้องระวัง:
• ไข้สูง หรืออุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ
• ตัวเย็น เหงื่อออก
• หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว
• ซึม ไม่ตอบสนอง
3. สมองอักเสบ (Encephalitis)
ไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิด สมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะร้ายแรงที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตหรือมีความผิดปกติทางสมองถาวร
อาการที่ต้องระวัง:
• ซึม ไม่รู้สึกตัว
• ชักกระตุก
• พูดไม่ชัด สับสน
4. กลุ่มอาการ Reye’s Syndrome
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่รุนแรง มักเกิดขึ้นในเด็กที่ได้รับยา แอสไพริน (Aspirin) ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ ทำให้เกิดการอักเสบของตับและสมอง
อาการที่ต้องระวัง:
• อาเจียนรุนแรง
• ซึม สับสน
• ชัก
5. ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome – ARDS)
เกิดจากการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนและอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว
อาการที่ต้องระวัง:
• หายใจลำบากอย่างรุนแรง
• หน้าเขียว ปากเขียว
• ไม่ตอบสนอง

พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อเด็กป่วย?
หากลูกมีอาการไข้หวัดใหญ่ พ่อแม่ควร:
1. ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทดี
2. ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
3. ให้ยาลดไข้ (เช่น พาราเซตามอล) ตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะ Reye’s syndrome ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมอง
4. สังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากอาการไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการหายใจลำบาก ซึม หรือดื่มนมได้น้อย ควรรีบพบแพทย์
การป้องกัน: วัคซีนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันไข้หวัดใหญ่คือ การฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
เด็กควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป และฉีดเป็นประจำทุกปี เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา
เคล็ดลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
• ให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีนที่มีคุณภาพดี
• ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ เด็กวัยเรียนควรนอนอย่างน้อย 9-11 ชั่วโมงต่อคืน
• สอนให้ลูกรักษาสุขอนามัย เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ปิดปากเวลาไอ และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
สรุป ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก
ไข้หวัดใหญ่ในเด็กเป็นโรคที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักคือ การฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันผ่านโภชนาการและสุขอนามัยที่ดี หากลูกป่วย พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และหากอาการรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์
อ้างอิงข้อมูลจาก…
- กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
- สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
บทความโดย
นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา

ปัญหาผิวลูกน้อยปรึกษาคุณหมอผิวหนังเด็กฟรี
นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
ผลิตภัณฑ์แนะนำในการดูแลผิว
