การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายควรได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังงาน แต่สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกิน นอนกรนในเด็กอ้วน และหยุดหายใจขณะหลับอาจทำให้ช่วงเวลานี้กลายเป็นปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว หลายครอบครัวมองว่าการนอนกรนในเด็กเป็นเรื่องธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว อาการนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่สามารถส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตของเด็กได้
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กอ้วนตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงแนวทางการรักษาและป้องกัน เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองสามารถช่วยดูแลสุขภาพของเด็กให้มีชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพมากขึ้น

สาเหตุของภาวะ นอนกรนในเด็กอ้วน และหยุดหายใจขณะหลับ
1. น้ำหนักตัวมากเกิน: ไขมันสะสมบริเวณลำคอทำให้ทางเดินหายใจแคบลง และเกิดการอุดตันขณะหลับ
2. ต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต: พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งอาจส่งผลให้ทางเดินหายใจแคบลง
3. โครงสร้างทางเดินหายใจผิดปกติ: เช่น กระดูกกรามเล็กหรือการเบี่ยงเบนของผนังกั้นจมูก
4. ความตึงตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจลดลง: ในช่วงหลับลึก ทำให้เกิดการอุดกั้น
5. ความอ้วน: เพิ่มแรงกดบนปอดและช่องอก ทำให้หายใจลำบากมากขึ้น

อาการของภาวะ นอนกรนในเด็กอ้วน และหยุดหายใจขณะหลับ
1. นอนกรนเสียงดัง: เป็นอาการหลัก
2. หายใจเฮือกหรือหยุดหายใจช่วงสั้น ๆ: ระหว่างหลับ
3. ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน: อาจตื่นด้วยความรู้สึกหายใจไม่ออก
4. ง่วงซึมในตอนกลางวัน: ส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรม
5. มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรือการเรียนรู้: เช่น สมาธิสั้น หรือหงุดหงิดง่าย
6. ปัสสาวะรดที่นอน: ในบางกรณี
7. อาการหายใจทางปาก: ระหว่างหลับหรือขณะตื่น

วิธีรักษาภาวะ นอนกรนในเด็กอ้วน และหยุดหายใจขณะหลับ
1. การลดน้ำหนัก
• ควบคุมอาหารให้เหมาะสม
• ส่งเสริมการออกกำลังกายที่เหมาะกับวัย
2. การผ่าตัด
• ในกรณีต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต ควรพิจารณาการผ่าตัดเอาออก
3. การใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP)
• ใช้ในกรณีที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรง
4. การจัดท่านอน
• หลีกเลี่ยงการนอนหงาย หากพบว่ามีการอุดกั้นมากขึ้นในท่านี้
5. การรักษาทางทันตกรรม
• เช่น การใช้อุปกรณ์ช่วยเปิดทางเดินหายใจ (oral appliance)
6. การดูแลภาวะสุขภาพร่วม
• เช่น การรักษาโรคภูมิแพ้ หากมีผลต่อการอุดตันของทางเดินหายใจ
การป้องกันภาวะ นอนกรนในเด็กอ้วน และหยุดหายใจขณะหลับ
1. ควบคุมน้ำหนักตัว
• ปรับพฤติกรรมการกิน เช่น ลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
• ส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง
• เช่น การสัมผัสควันบุหรี่หรือสารก่อภูมิแพ้
3. การตรวจสุขภาพประจำปี
• เพื่อติดตามภาวะโครงสร้างทางเดินหายใจและน้ำหนักตัว
4. ปรับสภาพแวดล้อมการนอน
• เช่น การใช้หมอนที่เหมาะสม และจัดให้ห้องนอนมีอากาศถ่ายเทสะดวก
5. การให้คำแนะนำและการเฝ้าระวัง
• พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมการนอนของลูก และปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบความผิดปกติ
🚨หากอาการของเด็กมีความรุนแรง ควรพาไปพบแพทย์เฉพาะทาง เช่น กุมารแพทย์หรือแพทย์หู คอ จมูก เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
🎯🎯อ้างอิงจาก
- สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก
- Arens R, Muzumdar H. Childhood obesity and obstructive sleep apnea syndrome. J Appl Physiol (1985). 2010 Feb;108(2):436-44. doi: 10.1152/japplphysiol.00689.2009. Epub 2009 Oct 29. PMID: 19875714; PMCID: PMC2994651.
- Narang I, Mathew JL. Childhood obesity and obstructive sleep apnea. J Nutr Metab. 2012;2012:134202. doi: 10.1155/2012/134202. Epub 2012 Aug 22. PMID: 22957216; PMCID: PMC3432382.
- Obstructive Sleep Apnea in Obese Community-Dwelling Children: The NANOS Study, Sleep, Volume 37, Issue 5, 1 May 2014, Pages 943–949.
บทความโดย
นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา

ปัญหาผิวลูกน้อยปรึกษาคุณหมอผิวหนังเด็กฟรี
นพ. ณัฐพล ธรรมสกุลศิริ แพทย์ผิวหนังเด็ก
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
สนับสนุนโดย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็กผิวแพ้ง่าย DERMOLLIENT โดยแพทย์ผิวหนังเด็ก
